แนะแนวการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

เรียนภาษาอย่างเจ้าของภาษา       

        1) ไม่ต้องแปล

        2) ไม่ต้องท่องศัพท์

        3) ไม่ต้องท่องประโยคคำพูด

        4) ไม่ต้องเทียบอักษรอังกฤษเป็นอักษรไทย

        5) ไม่ต้องหัดผสมตัวอักษร

        6) ซึมซาบและพูดได้เองโดยธรรมชาติ

        7) พูดได้ทันทีที่เริ่มเรียน

        8) สร้างประโยคพูดและเขียนได้เอง

        9) มีความรู้ไวยากรณ์ดีโดยไม่ต้องท่องจำหลัก

      10) ไม่มีคำถามและข้อสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น (ถ้ายังมีคำถามและข้อสงสัยอยู่แสดงว่ายังเรียนไม่ถูกหลักตามธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษา)

ความล้มเหลวของการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เนื่องมาจากอะไร ?

        ผู้เขียนขอสรุปความล้มเหลวของการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทยอย่างง่าย ๆ ว่า เนื่องมาจากสาเหตุอย่างเดียวคือการสอนที่ผิดวิธี ไม่ถูกกับธรรมชาติที่แท้จริงของคนไทย

        และขอยืนยันว่าผู้สอนเป็นผู้สร้างปัญหานี้ให้กับผู้เรียน ทำไมจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะเท่าที่เจออยู่ทุกวัน เจอผู้ที่จบวิชาแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิชาแขนงอื่น ๆ ที่คนหัวดีมีมันสมองเยี่ยมเท่านั้น ที่จะเรียนได้ แต่บุคคลเหล่านี้เป็นจำนวนมากอ่อนภาษาอังกฤษ ทั้ง ๆ ที่ภาษาอังกฤษนั้น เรียนง่ายกว่าวิชาดังกล่าวข้างต้นเป็นไหน ๆ อย่างนี้   ถ้าไม่เป็นความผิดของผู้สอนแล้ว จะเป็นความผิดของใคร....

ที่ทำกันอยู่สอนกันอย่างไร ?

        เท่าที่เห็น ๆ กันอยู่ ครูผู้สอนมักจะอ่านหนังสือให้นักเรียนฟังหนึ่งครั้ง หรืออ่านนำให้นักเรียนอ่านตาม หลังจากนั้นให้นักเรียนผลัดกันอ่าน ถ้านักเรียนอ่านผิดก็แก้ให้ แล้วก็ผ่านไป และผ่านไปเรื่อย ๆ จนจบบท พอถึงชั่วโมงภาษาอังกฤษชั่วโมงต่อไป ครูก็สอนบทใหม่ในทำนองเดียวกัน และสอนไปเรื่อย ๆ จนกระทังจบเล่ม การกระทำอย่างนี้ไม่ว่าจะทำกันสักกี่ปี ให้สอนหนังสือจบไปเป็นร้อยเป็นพันเล่ม ผู้เรียนก็ไม่มีทางที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ อีกประการหนึ่งคือ นำเอาหนังสือไวยากรณ์อังกฤษมาสอน แล้วให้ทำแบบฝึกหัด การสอนแบบนี้ ไม่สามารถช่วยให้ผู้เรียนพูดภาอังกฤษได้เช่นเดียวกัน

เราต้องสอนภาษาอังกฤษกันอย่างไร ?

        ขอให้เข้าใจความจริงที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์เสียก่อน เมื่อเด็ก อายุ ย่างเข้า 2 ขวบ ไม่ว่าจะเป็นชาติใด ภาษาใด เด็กจะพูดภาษาของตนเองได้ เมื่อสำรวจความรู้ของเด็กเกี่ยวกับศัพท์นั้นแล้วปรากฏว่า จะรู้ศัพท์ไม่ถึงหนึ่งร้อยคำ แต่เด็กรู้ศัพท์กี่คำก็สามารถนำศัพท์เหล่านั้นมาพูดได้หมดทุกคำ คนอังกฤษที่เป็นผู้ใหญ่และมีการศึกษาดี จะรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษหลายพันคำ แต่ศัพท์ที่เขาใช้พูดกันจริง ๆ นั้น มีเพียงประมาณ 500 คำ ซึ่งผู้จบมัธยมของประเทศไทย จะรู้คำศัพท์เหล่านี้ทั้งหมด

        เราพอสรุปเอาได้ว่า การที่คนไทยเรียนจบมัธยมต้น มัธยมปลาย หรือปริญญาตรี พูดภาษาอังกฤษไม่ได้นั้น ไม่ใช่เป็นเพราะไม่รู้ศัพท์ แต่เป็นเพราะไม่สามารถนำศัพท์ที่รู้นั้นไปแต่งประโยคพูดได้

        ถ้าเรานำคนไทยคนหนึ่งที่มีความรู้ระดับปริญญาตรี ซึ่งอาจจะรู้ศัพท์ประมาณ 2,000 คำ แต่ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ มาให้ท่องศัพท์เพิ่มเติมจนจำศัพท์ได้ถึง 10,000 คำ พร้อมกับสอนให้มีความไวยากรณ์อังกฤษเพิ่มเติมขึ้นอีก ก็จะไม่ทำให้คน ๆ นั้นพูดภาษาอังกฤษได้ นอกเสียจากว่าจะฝึกให้มีทักษะ ในด้านการพูดเสียก่อน

สอนตามธรรมชาติของมนุษย์

        เราพอสรุปได้ว่าการสอนภาษาอังกฤษให้ได้ผลนั้น  จะต้องหันเข้าหาธรรมชาติ ซึ่งตามธรรมชาติแล้วไม่ว่าจะเป็น "ชาติใด ภาษาใด คนในชาตินั้น จะพูดภาษาของตนได้  ก่อนที่จะเรียนอ่าน เรียนเขียน เมื่อเราจะสอนภาษาอังกฤษ เราจะต้องสอนให้ผู้เรียนพูดได้เสียก่อน แล้วจึงจะให้เรียนอ่าน เรียนเขียน

        ความจริงมีอยู่ว่า ถ้าใครพูดภาษาอะไรไม่ได้คน ๆ นั้น จะอ่านภาษานั้นไม่รู้เรื่อง เช่นคนไทยที่ไม่มีความรู้ภาษาบาลี ก็สามารถอ่าน อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมา สมฺพุทฺโธ ได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่สามารถสอนให้ผู้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ไปสอนอ่านเสียก่อน มันเป็นการผิดธรรมชาติ ผู้เรียนจะอ่านไม่รู้เรื่องและจะรู้เรื่องว่าที่อ่านนั้นหมายถึงอะไร ก็ต่อเมื่อผู้สอนแปลให้ผู้ฟัง แต่การสอนให้หัดอ่านพร้อมกับการแปลให้ฟังนี้ จะไม่ช่วยให้พูดภาษาอังกฤษได้ ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น

        การสอนเขียนก็เหมือนกัน ถ้าเราสอนให้ผู้เรียน เรียนเขียนก่อนที่จะพูดได้ ผู้เรียนจะทำได้ก็มีแต่เพียงลอกประโยค ไม่สามารถเขียนได้ตามที่ต้องการจะเขียน

        ผู้เขียนขอยืนยันว่า การสอนภาษาอังกฤษที่ถูกต้องนั้น จะต้องสอน ให้ผู้เรียนพูดได้เสียก่อน ก่อนที่จะสอนอ่าน สอนเขียน

เมื่อไรผู้เรียนจะพูดภาษาอังกฤษได้ ?

        ขอให้ผู้เรียนทำความเข้าใจบางอย่างเสียก่อน คนไทยแทบจะทั้งนั้นที่เรียนภาษาอังกฤษ นึกว่าตนจะพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ต่อเมื่อรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษมาก ๆ และต้องเรียนหนังสือจบไปหลาย ๆ เล่ม หรือต้องใช้เวลาเรียนอยู่หลาย ๆปี คนบางคนให้คำแนะนำเพื่อน หรือครูบางคนให้คำแนะนำนักเรียนว่า  หนังสือเล่มนั้น เล่มนี้ดี หรือชุดนั้น ชุดนี้ดี ถ้าเรียนจบทั้งเล่มหรือทั้งชุดรับรองว่าพูดภาษาอังกฤษได้แน่ ๆ ผู้เขียนขอยืนยันว่า การเข้าใจอย่างนี้ หรือการให้คำแนะนำกันอย่างนี้เป็นสิ่งที่ผิด

        การที่เราพูดภาษาไทยได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเรารู้ศัพท์ภาษาไทยทุกคำ หรือเมื่อเทียบศัพท์ภาษาไทยที่เรารู้ กับที่มีอยู่ในพจนานุกรมทั้งหมด จะเห็นว่าเรารู้ศัพท์ภาษาไทยน้อยมาก แต่ในภาษาไทยนั้น เรารู้ศัพท์กี่คำ เราก็สามารถนำศัพท์เหล่านั้น มาแต่งประโยคพูด และเขียนได้ทุก ๆ คำที่เรารู้

        ภาษาอังกฤษก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ศัพท์ใน Dictionary ของมหาวิทยาลัย Oxford ฉบับใหญ่สุดมีอยู่ถึง 414,826 คำ เราไม่จำเป็นที่จะต้องรู้ศัพท์เหล่านั้นหมด จึงจะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่เรารู้ศัพท์กี่คำเราจะต้องสามารถนำศัพท์เหล่านั้นมาแต่งประโยค พูดและเขียนให้ได้

        ที่โรงเรียนภาษาอังกฤษดวงแก้วเราวางหลักไว้ว่า จะฝึกให้ผู้เรียนตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว ภายในเวลาเพียง 5 นาที ไม่ว่าผู้เรียนจะมีพื้นความรู้เดิมเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อนเลย และการสอนต่อไปนั้น จะเริ่มจากระดับที่ผู้เรียนสามารถตอบคำถามระดับนั้น ได้อย่างคล่องแคล่วนั่นเอง

        ถ้าใครมีความสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ก็สามารถไปทดลองได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ว่าภายในเวลาเพียง 5 นาที ตนจะสามารถตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วหรือไม่ ? ไม่ว่าจะมีพื้นความรู้เดิมเป็นอย่างไร หรือครู-อาจารย์ สอนภาษาอังกฤษท่านใดอยากได้หลักอันนี้เพื่อไปใช้สอนนักเรียน ก็สามารถไปขอคำแนะนำ ที่โรงเรียน ภาษาอังกฤษดวงแก้วได้เช่นกัน

สิ่งที่จะต้องแก้ไข

        การที่จะแก้ไขจุดพร่องของนักเรียนเพื่อให้เรียนแล้วเก่งภาษาอังกฤษและนำไปใช้การได้ดีนั้น จะต้องแก้ตรงวิธีเรียนและวิธีสอน และตำราที่ใช้ในการเรียนการสอน  นักเรียนไทยเมื่อเรียนภาษาอังกฤษอยู่ บทใดบทหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตนอ่านได้แปลได้ก็มักจะรีบขึ้นบทใหม่ เพราะเมื่อเข้าใจว่า เมื่อขึ้นบทใหม่แล้วตนจะได้เรียนสิ่งใหม่ ๆ หรือจะได้รู้ศัพท์เพิ่มขึ้นมากอีก และการเรียนจะได้ก้าวหน้าเร็ว ผู้เขียนขอแนะนำว่า การทำอย่างนันไม่ถูกต้อง นักเรียนควรจะขึ้นบทใหม่ หรือครูจะให้นักเรียนขึ้นบทใหม่ ก็ต่อเมื่อนักเรียน สามารถพูดและเขียนบทนั้น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วจริงจังเสียก่อน

        ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น การสอนนั้นครูผู้สอนมักจะอ่านหนังสือให้นักเรียนฟัง หรืออ่านนำให้นักเรียนอ่านตาม แล้วก็แปลให้นักเรียนฟังจากนั้นก็ให้นักเรียนผลัดกันอ่าน ถ้าใครอ่านผิดก็แก้ให้ แล้วให้ผ่านไป และผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งจบเล่ม เมื่อสอนกันอย่างนี้ ขอให้คิดดูว่านักเรียนจะเก่งภาษาได้อย่างไร จึงขอให้เลิกเสีย อย่างน้อยให้คำนึงว่า จะต้องสอน เพื่อคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ถ้าครูสอนเด็กตามวิธีการข้างต้น จนจบหนังสือไปหนึ่งเล่ม  สมมติว่ามีอยู่ 50 บท ใช้เวลาหนึ่งปีการศึกษา จะไม่มีประโยชน์เลย แต่ถ้าครูสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทังนักเรียนสามารถ พูด-อ่าน-เขียน บทนั้น ๆ ได้ จริงจังเสียก่อน จึงจะสอนบทต่อไปและเมื่อสิ้นปีการศึกษาปรากฏว่า สอนได้เพียง 5 บท ก็ยังดีกว่าสอนไปจนจบเล่ม 50 บท แต่นักเรียนไม่รู้เรื่องเลย

        ขอให้ครูผู้สอนนึกถึงหลักความจริงที่ว่า ถ้าเราสอนให้เด็กร้องเพลงโดยให้เด็กร้องเพลงไปทีละเพลงถึง 10 เพลง เด็กก็ไม่สามารถร้องเพลงใดเพลงหนึ่งได้ แต่ถ้าเราให้เด็กร้องเพลงใดเพลงหนึ่งอยู่ 10 ครั้ง เด็กก็จะร้องเพลงนั้นได้แน่ ๆ

บทบาทของตำราที่ใช้เรียนอยู่ในปัจจุบัน

        ตำราที่ใช้เรียนอยู่ในประเทศไทยนั้นส่วนมากแต่งโดยคนอังกฤษ หรืออเมริกา หรือชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ซึ่งนักแต่งตำราเหล่านั้น จะไม่รู้สภาพที่แท้จริงของนักเรียนไทยได้ ว่านักเรียนไทยจะต้องมีวิธีสอน และตำราที่แตกต่างจากที่ใช้อยู่ในอังกฤษ หรืออเมริกา หรือประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ แต่เราจะโทษนักแต่งตำราเหล่านั้นไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้แต่งตำราเหล่านี้ขึ้น เพื่อให้เราใช้ เราเป็นฝ่ายเอาตำราของเขามาใช้เองต่างหาก ผู้เขียนขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ตำราเหล่านี้ไม่ถูกกับธรรมชาติของคนไทยเป็นอย่างยิ่ง

        ส่วนตำราที่แต่งโดยท่านผู้รู้ที่เป็นชาวไทย ท่านก็แต่งเหมือนกับที่พวกฝรั่งแต่ง และมีหลายท่านที่เขียนไปตามความรู้ที่ท่านมี มากกว่าที่จะเขียนเพื่อให้นักเรียน เรียนสิ่งที่ต้องเรียนหรือควรจะเรียน

ตำราเหล่านี้บกพร่องตรงไหน ?

        ขอให้เราลองนึกทบทวนถึงตำราเรียนภาษาไทย ในสมัยที่เริ่มหัอ่านในชั้นประถม ผู้เขียนจำได้ว่า ได้เคยอ่านในหนังสือแบบเรียน เจอประโยคที่เขียนเป็นคำห่างกัน "ป้า กะ ปู่ กู้ อี จู้ ป้า ดู ปู่ กู้ อี จู้" ซึ่งไม่ทราบว่าคืออะไรหมายความว่าอย่างไร แต่ตนเองไม่มีปัญหาและไม่เห็นใครมีปัญหา เพราะนักเรียนทุกคนก่อนที่จะมาอ่านสิ่งนี้ ต่างก็พูดภาษาไทยได้แล้ว หนังสือเล่มนี้เขาสอนให้นักเรียนหัดอ่าน ไม่ได้สอนให้หัดพูด เพราะก่อนจะมาเรียน นักเรียนทุกคนก็พูดได้อยู่แล้ว เมื่อจะสอนให้นักเรียนหัดอ่านก็จะต้องแต่งหนังสือ ให้เด็กอ่านตามขั้นตอนของการเรียนรู้การเขียนผสมตัวของภาษาไทย ไปตั้งแต่ต้น แล้วนักเรียนที่เรียนทุกคนก็ได้รับความสำเร็จ เมื่อเรียนแล้ว ก็อ่านได้ เขียนได้

        ถ้าเรานำเอาตำราเล่มเดียวกันนี้ ไปสอนเด็กชั้นประถมของอังกฤษ ให้เด็กเหล่านี้อ่าน "ป้า กะ ปู่ กู้ อี จู้ ป้า ดู ปู่ กู้ อี จู้" ไม่นึกว่าเด็กคนไหนจะเรียนได้ และถ้าบังคับให้เรียนก็จะเรียนด้วยความยากลำบากอย่างที่สุด และเชื่อแน่ว่า จะไม่มีเด็กอังกฤษคนใด จะพูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้ เพราะเรียนหนังสือเล่มนี้

        เด็กอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษได้ เพราะได้ใช้ภาษาอังกฤษพูดกับ พ่อ แม่ และคนรอบข้าง เริ่มพูดได้ตั้งแต่อายุขวบครึ่ง เมื่อไปโรงเรียนก็ไป เรียนอ่าน เรียนเขียน ส่วนการพูดนั้นไม่ต้องเรียน เพราะพูดได้อยู่แล้ว

        ส่วนหนังสือที่ใช้สอนนั้น จะเป็นหนังสืออะไรก็ได้ที่สอนให้หัดอ่าน หัดเขียน ทำได้แม้กระทั่งเอาศัพท์ที่เด็กไม่รู้ความหมาย แต่อ่านง่าย เขียนง่าย มาสอน

        เมื่อเราอาหนังสือเหล่านี้ มาสอนนักเรียนไทย ที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ จึงทำให้เกิดความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อให้เด็กหัดอ่าน เด็กก็ไม่รู้ว่าอ่านอะไร เมื่อให้เด็กหัดเขียน เด็กก็ไม่รู้ว่าเขียนอะไร แล้วก็มีการบังคับให้เด็กท่องศัพท์ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติอย่างที่สุด เป็นการทำทารุณกรรมต่อเด็กอย่างยิ่ง (ซึ่งผู้ใหญ่ทุก ๆ คนที่เคยเรียนภาษาอังกฤษ คงมีประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว และทราบด้วยตนเองแล้วว่า มันปวดร้าวขนาดไหน) เช่นเมื่อเราให้เด็กอ่าน คำ "ปากกา" เด็กก็อ่านได้ และเด็กก็ทราบอยู่ก่อนแล้วว่า อะไรคือ "ปากกา" เมื่อให้เด็กเขียนคำนี้ เด็กก็เขียนได้ทันที และเราไม่ได้ให้เด็กท่อง ป-า-ก-ก-า=ปากกา แต่พอมาเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อสอนคำ "pen" แก่เด็ก เด็กก็ไม่ทราบว่ามันคือ อะไร และอ่านว่าอย่างไร ครูจะต้องบอกว่า ตัวนี้ อ่านว่า "เพ็น" แปลว่า "ปากกา" แล้วให้เด็กท่อง p-e-n-เพ็น = ปากกา หลายครั้ง และเด็กก็จะต้องทำอย่างนี้ ตราบเท่าที่ยังต้องเรียนภาษาอังกฤษ และนี่คือสิ่งที่สร้างความล้มเหลว ทั้งยังทำให้เด็กเกลียดภาษาอังกฤษ

        เท่าที่เห็น ตำราที่แต่งโดยนักแต่งตำราของฝรั่ง มีจุดบกพร่องที่สำคัญที่สุดอยู่ 3 จุด คือ

        1. เนื้อหาที่เป็นรูปประโยค ไม่ไปตามลำดับ 1-2-3 ที่เป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ เช่นถ้าเราสอนวิชาเลขคณิตเด็ก ก็ต้องสอนให้เด็กเรียน "บวก" เลขก่อน หลังจากนั้นก็สอนให้เรียน "ลบ" แล้วก็สอนให้เรียน "คูณ" และสอนให้เรียน "หาร" ในที่สุดท้าย ถ้าเด็กยังบวกเลขไม่เป็น ก็อย่าไปสอนให้เรียนคณ และถ้าเด็กยังลบเลขไม่เป็น ก็อย่าสอนให้เรียนหาร การที่แบบเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้เขียนไปตามลำดับที่เป็นธรรมชาติของการเรียนรู้นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเรียนแล้วไม่ได้ผล และมีความรู้สึกว่ายากมาก

        ดูจากหนังสือบทที่ 1 ของแบบเรียนชั้นประถมปีที่ 1  เล่มหนึ่งประโยคแรกเป็น It's a book. ความจริงจะต้องสอนให้เด็กรู้จักประโยค It is a book. เสียก่อน โดยให้เด็กรู้จักความหมายของคำ "is" แล้วจึงไปสอนว่า "is" นี้ สามารถย่อเป็น "s" ได้ จากนั้นจึงไปสอนประโยค It's a book. พอไปเริ่มสอนประโยคที่มี "verb" ก็เริ่มประโยคเป็น He's reading a book. จะเห็นว่าประโยคนี้ข้ามขั้นตอนมาก การที่จะให้เด็กเรียนประโยคนี้ ควรจะให้เด็กได้เรียนประโยคต้นเสียก่อน คือประโยค He reads a book. ซึ่งเป็นประโยคที่ประธานทำเป็นประจำสม่ำเสมอ แล้วจึงจะไปถึงประโยค ที่กำลังกระทำด้วยการเพิ่ม verb to be คือตัว "is" ลงไป แล้วเติม "ing" เข้าไปที่ตัวกริยา เป็น He is reading a book. จากนั้นจึงไปสอนว่าประโยคนี้ ย่อเป็น "He's reading a book. การเริ่มสอนประโยคที่มีคำกริยา ด้วยประโยค He's reading a book. ครูผู้สอนสามารถบอกนักเรียนได้ว่าประโยคนี้แปลว่า "เขากำลังอ่านหนังสือ" แต่จะไม่ทำให้เด็กเข้าใจหลักของภาษา ไปตามขั้นตอนของธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาได้

        2. ให้ฝึกน้อยเกินไป การเรียนภาษาอังกฤษ ไม่เหมือนกับการเรียนวิชาทั่ว ๆ ไป ซึ่งสามารถเรียนได้จากการอ่านหนังสือและฟังคำบรรยาย แต่การเรียนภาษาอังกฤษ เหมือนกับการเรียนเต้นรำ เรียนว่ายน้ำ เรียนขี่จักรยาน คือ ผู้เรียน จะต้องฝึกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในการเต้นรำนั้น ถ้าเราสอนจังหวะเต้นรำให้เด็ก แล้วให้เด็กหัดเต้น 2-3 ครั้ง แล้วไปสอนจังหวะอื่นในทำนองเดียวกันพอสอนหมดทุกท่า เด็กก็จะไม่สามารถเต้นจังหวะใดจังหวะหนึ่งได้ แต่ถ้าเราสอนจังหวะหนึ่งให้เด็ก แล้วให้เด็กฝึกเต้น-เต้น-เต้น.... จนกระทั่งเด็กสามารถเต้นจังหวะนั้นได้ถูกต้อง และคล่องจริง ๆ แล้ว จึงไปสอนจังหวะต่อไป ในทำนองเดียวกัน ในที่สุดเด็กที่เรียนก็จะสามารถเต้นได้ทุกจังหวะที่สอน ตำราสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เท่าที่เห็น เมื่อสอนโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่ง มีตัวอย่างให้นักเรียนอ่านน้อยมาก นักเรียนอ่านโครงสร้างหนึ่ง ยังไม่เข้าใจและยังจำไม่ได้ ก็ไปสอนประโยคอีกโครงสร้างหนึ่ง และให้อ่านเพียงไม่กี่ประโยค ซึ่งนักเรียนยังไม่เข้าใจ และยังจำไม่ได้ แล้วก็เปลี่ยนไปอีกโครงสร้างหนึ่ง ซึ่งนักเรียนยังไม่เข้าใจ และยังจำไม่ได้ ก็ไปสอนอีกโครงสร้างหนึ่ง และ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนจบเล่ม ในที่สุดนักเรียนก็เรียนจบเล่มแต่ไม่รู้เรื่อง

        3. ประโยคแต่ละประโยคเขียนให้มีโครงสร้างคละกัน จนนักเรียนแยกไม่ออก ซึ่งการเขียนประโยคที่มีโครงสร้างคละกันนี้ ทำได้ก็ต่อเมื่อ

นักเรียนทราบโครงสร้างนั้น ๆ ได้ดีแล้วเท่านั้น ขอให้ดูประโยคที่คัดมาจากแบบเรียนชั้นประถมปีที่ 1 (บางเล่มเรียว่าระดับต้น) 3 เล่ม ข้างล่างนี้

                    1. จากบทที่ 9 ของหนังสือชั้นประถมเล่มที่ 1 เริ่มสอนตั้งแต่ ABC)

                            (1) Sorry he's not in.

                            (2) Sorry he's just left home.

        ได้หาสถิติด้วยการถามนักเรียนชั้นมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นจำนวนมากกว่า "he's" ในประโยคที่ 1 กับ "he's" ในประโยคที่ 2 เหมือนกันหรือไม่ ได้รับคำตอบจากทุก ๆ คนที่ถูกถามว่า "เหมือกัน" ความจริงประโยคที่ 1 -Sorry he's not in. ย่อมาจาก Sorry he is not in. (คือ "he's" ย่อจาก he is)  ส่วนประโยคที่ 2 - Sorry he's just left home. ย่อจาก Sorry he has just left home. (คือ "he's" ย่อจาก he has) จะเห็นว่าคำ "is" ในประโยคที่ 1 กับคำว่า "has" ในประโยคที่ 2 ทำหน้าที่แตกต่างกันมาก แต่มีการเขียนให้ย่อลงเหมือนกันเป็น " 's" ทำให้นักเรียนแยกไม่ออก การนำเอารูปย่อของทั้ง 2 โครงสร้างนี้ มาเขียนในหนังสือ และพิมพ์ทั้ง 2 ประโยคติดกัน ควรจะสอนในระดับปริญญาตรี ไม่ใช่สอนเด็กชั้นประถมปีที่ 1

                    2. จากบทที่ 4 ของหนังสือชั้น ป.1  อีกเล่มหนึ่ง (เริ่มสอนตั้งแต่ ABC)

                             (1) The hen is his pet.

                             (2) The man has a pen.

                             (3) The lad has a pet on his lap.

                             (4) It is a hen.

                             (5) The hen is wet.

                             (6) The two men go in the car.

                             (7) They can not get into the den.

                    ขอให้ลองวิเคราะห์ประโยคทั้ง 7 นี้ดู หลังจากเด็กชั้นประถมปีที่ 1 ที่เริ่มเรียน ABC และเรียนหนังสือผ่านมา 3 บท พอมาถึงบทที่ 4 เจอประโยคเหล่านี้เข้า ขอพูดว่า "มันมากเกินไป" ทั้งศัพท์และโครงสร้างของประโยค ลองพิจารณาทั้ง 7 ประโยคนี้ดู จะเห็นว่าสอนหลายสิ่งหลายอย่างเกินไป สำหรับเด็กไทยที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ ABC แล้วมาเจอประโยคเหล่านี้เข้า หลังจากเรียนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเรียน การที่ให้เด็กอ่านประโยคหนึ่งที่เป็นโครงสร้างหนึ่ง แล้วอ่านประโยคอีกประโยคหนึ่งที่เป็อีกโครงสร้าง ทำให้เด็กจำได้ยาก และไม่สามารถสร้างทักษะได้ เห็นว่ามันยากเกินไปสำหรับหนูน้อย ๆ ที่เรียนชั้นประถมปีที่ 1

                    3. จากบทที่ 4 ของหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่เริ่มสอนตั้งแต่ ABC

                              There is a girl in this picture.

                              She is sitting on a chair.

                              Where is the chair ?

                    จะเห็นว่าทุกประโยคมีคำ "is" ที่มีความหมายต่างกัน ประโยคที่ 1 "There is" แปลว่า "มี" (ซึ่งภาษาไวยากรณ์เรียกว่า introductory subject) ประโยคที่สอง "is" เป็นกริยาช่วย (ผู้เขียนขอให้แปลว่า "กำลัง" โดยวางเป็นกฎไว้ว่า verb to be ตัวใด ตามด้วยกริยาที่ลงท้ายด้วย ing แล้วไซร้ verb to be ตัวนั้นแปลว่า "กำลัง")  ส่วนประโยคที่ 3 "is" แปลว่า "อยู่" สิ่งที่ควรทำคือเมื่อสอนให้เด็กรู้จัก "There is" ที่แปลว่า "มี" ต้องให้เด็กอ่านประโยคตัวอย่างหลาย ๆ ประโยค และเมื่อไปสอน "is" ที่เป็นกริยาช่วย ก็จะต้องมีประโยคตัวอย่างให้เด็กอ่านหลายสิบประโยค และต้องทำทำนองเดียวกันกับ "is" ที่แปลว่า "อยู่" เมื่อเด็กมีความรู้ทั้ง 3 หน้าที่ของ "is" ดีแล้ว จึงค่อยนำมาเขียนให้อยู่รวมกันเป็นข้อความหรือเป็นเรื่อง

                    ผู้เขียนขอยืนยันว่า ถ้าจะให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลก็จะต้อง แก้ข้อบกพร่องทั้ง 3 จุดนี้ให้ได้ คือ

                    1. รูปประโยคจะต้องเขียนไปตามลำดับ 1-2-3... ของธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษา

                    2. จะต้องให้เด็กฝึกพูด-อ่าน-เขียน ไปทีละอย่างจนทำได้ดีแล้ว จึงให้ไปเรียนสิ่งอื่นต่อไป และเรียนทีละอย่างเท่านั้น

                    3. อย่าเอาโครงสร้างที่จะสอนมาเขียนคละกัน จนกระทั่งเด็กแยกไม่ออก จะทำอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนรู้และเข้าใจโครงสร้างนั้น ๆ ได้ดีแล้ว

                    ผู้เขียนได้แก้จุดบกพร่องนี้  ด้วยการเขียนหนังสือ The New Road ขึ้น

จุดมุ่งหมายของหนังสือ "The New Road"

        ตำราเรียนภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในประเทศไทย เหมือนกับตำราเรียนทั่ว ๆ ไปในอังกฤษ อเมริกา และประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษ เขียนเป็นประโยคบอกเล่า อาจจะมีประโยคคำถามบ้างแต่ก็น้อย เมื่อรูปหนังสือเป็นอย่างนี้ ครูที่สอน ก็ให้นักเรียนอ่านผ่าน ๆ ไป ซึ่งการกระทำดังนี้ โดยธรรมชาติแล้วจะไม่ช่วยให้นักเรียนจำได้ วิธีที่จะให้นักเรียนจำได้นั้น ก็ต้องให้นักเรียนอ่านแต่ละประโยคหลาย ๆ ครั้ง เมื่อนักเรียนอ่านได้คล่องดีแล้ว ผู้สอนก็ต้องตั้งเป็นประโยคคำถาม เพื่อให้นักเรียนตอบ เป็นการให้นักเรียนมีความจำในสิ่งที่ได้เรียนและเป็นการให้นักเรียนฝึกพูดไปในตัว แต่เพราะหนังสือที่ใช้สอนนี้ ส่วนมากเป็นประโยคบอกเล่า จึงเป็นการยากสำหรับครูผู้สอนที่จะตั้งคำถามเพื่อที่จะถามให้นักเรียนตอบ

        คนไทยมีโอกาสที่จะพูดภาษาอังกฤษน้อยมาก โดยเฉพาะแถบต่างจังหวัดแล้วแทบจะไม่มีโอกาสเลย และเพราะคนไทยไม่ค่อยมีโอกาสพูดภาษาอังกฤษ การที่เอาหนังสือให้อ่านผ่าน ๆ ไป จะไม่ช่วยให้ผู้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้เลย

          ผู้เขียนได้เขียนหนังสือ "The New Road" ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพัฒนาการศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทย ไม่ให้การศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทยสูญเปล่าเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือเรียนหลาย ๆปีแล้วแต่ใช้การไม่ได้

      ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น เพื่อให้นักเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ ครูผู้สอนจะต้องตั้งคำถามให้นักเรียนตอบให้มากที่สุด ปัญหามีอยู่ว่าครูจะเอาอะไรมาถามและเพื่อให้ครูมีความคล่องตัวในการตั้งประโยคคำถามให้นักเรียนตอบ  หนังสือ "The New Road" จึงเขียนขึ้นมาในรูปของถามตอบแทบจะทั้งสิ้น เป็นการแก้ปัญหาให้กับครูผู้สอนที่ไม่มีความคล่องตัในการตั้งคำถามให้นักเรียนตอบโดยสิ้นเชิง

ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการสอนภาษาอังกฤษ

อย่าแปลให้นักเรียนฟัง

        ข้อบกพร่องอย่างมากในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ คือ เมื่อนักเรียนเรียนอ่านภาษาอังกฤษแล้ว แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจที่เป็นภาษาอังกฤษ ักเรียนกลับพยายามแปลที่อ่านนั้นเป็นภาษาไทย  แล้วทำความเข้าใจ สำหรับครูผู้สอนนั้น เมื่ออ่านไปแทนที่จะให้นักเรียนเข้าใจรูปประโยคเอาเอง หรือเมื่อเห็นนักเรียนไม่เข้าใจก็อ่านซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หรือหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งนักเรียนเข้าใจรูปประโยค ครูก็รีบแปลเป็นภาษาไทยทันทีแล้วก็ผ่านไป

        ผู้เขียนขอยืนยันว่า ถ้ายังทำกันอยู่อย่างนี้  รับรองได้ว่าผู้เรียนจะไม่มีโอกาสได้เก่งภาษาอังกฤษแน่ ๆ  เวลาเราอ่านภาษาไทยหรือได้ยินใครพูดภาษาไทย  เราก็เข้าใจทันทีโดยไม่ต้องแปลเป็นภาษาอื่น แล้วจึงจะรู้และเข้าใจเรื่อง

        ทำไมเราจะทำอย่างนี้กับภาษาอังกฤษไม่ได้  คือทันทีที่เราอ่าน  หรือได้ยินใครพูดภาษาอังกฤษแล้วมีความเข้าใจทันที โดยไม่ต้องแปลมาเป็นภาษาไทย นอกจากว่าเราไม่ทราบศัพท์นั้น

        ขอบเขตของการพูด  การเข้าใจไม่ว่าจะเป็นภาษาของใคร  อยู่ที่จะพูดได้ อ่านรู้เรื่อง หรือฟังแล้วเข้าใจ ก็เฉพาะศัพท์ที่เรารู้ความหมายเท่านั้น  ท่านลองชี้ไปที่หน้าของใครสักคนแล้วพูดว่า "สูเจ้าเป็นเพียงมณฑกน้อย" ดูซิว่าเขาจะเข้าใจหรือเปล่า หรือชี้ไปที่อะไรก็ได้ แล้วพูดกับชาวอังกฤษว่า "ecce" ผู้เขียนเชื่อแน่ว่าชาวอังกฤษกว่า 90% ไม่ทราบว่าท่าน หมายถึงอะไร (ecce (เอ็คสิ) แปลว่า ดูนัน) ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า ท่านจะต้องรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษทั้งหมดที่อ่านหรือได้ยินใครพูด แต่ในประโยคที่ท่านรู้ศัพท์ทุก ๆ คำ ในประโยคนั้นท่านก็จะต้องเข้าใจทันที  โดยไม่ต้องแปลกลับมาเป็นภาษาไทย เมื่อได้อ่านหรือได้ยินใครพูด

         ขอให้เราเลิกแปลกันเสียที ประโยคใดที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ขอให้อ่านซ้ำหลาย ๆ ครั้ง จนกระทั่งเข้าใจ ถ้าไม่รู้ศัพท์ก็ให้หาคำแปลของศัพท์นั้น เมื่ออ่านหลาย ๆ ครั้งแล้ว ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ให้ทิ้งเสีย

        เช่นสมมติว่าเราเรียนหนังสือ "The New Road" บทเรียนที่ 35 อ่านแล้วไม่เข้าใจ  ถ้าเราให้ใครแปลให้ฟังจนจบบท ก็ไม่มีประโยชน์ เราจึงควรทิ้งเสีย แล้วหันไปจับบทที่ง่ายกว่านี้ ชนิดที่อ่านแล้วเข้าใจทันที

        ผู้เขียนขอรับรองว่าถ้าใครเริ่มอ่านหนังสือ "The New Road" ไปตั้งแต่บทที่ 1  ก็จะสามารถอ่านต่อไปได้รู้เรื่องดี โดยไม่ต้องแปลจนกระทั่งถึงบทสุดท้ายของหนังสือชุดนี้

อย่าบังคับให้นักเรียนท่องคำศัพท์

        เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดว่า "เด็กคนนี้อ่อนภาษาอังกฤษมาก เป็นเพราะแกขี้เกียจท่องศัพท์" ผู้พูดลืมนึกไปว่า ก็ที่เด็กคนนั้นพูดภาษาไทยได้นั้น ไม่เคยเห็นแกท่องศัพท์ภาษาไทยเลย

        การที่ครูอาจารย์ หรือใคร ๆ นึกว่า นักเรียนจะเก่งภาษาอังกฤษได้ ก็ต่อเมื่อรู้ศัพท์มาก ๆ และจะให้รู้ศัพท์ ก็มีอยู่วิธีเดียว คือให้ท่องศัพท์ ผู้เขียนขอพูดว่าการให้เรียนภาษาอังกฤษแบบนี้เป็นวิธีการที่ผิดธรรมชาติ จึงขอแนะนำผู้สอนว่า "อย่าบังคับ หรือแม้กระทั่งแนะนำให้นักเรียนท่องศัพท์" วิธีที่จะทำให้นักเรียนเก่งภาษาอังกฤษนั้น ขอแนะนำให้ทำดังนี้

        1. เมื่อสอนนักเรียน  พยายามถามเป็นประโยค ให้นักเรียนตอบซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งนักเรียน สามารถตอบได้อย่างคล่องแคล่ว

        2. เมื่อนักเรียนไม่อยู่กับครู ให้เอาหนังสือขึ้นมาอ่าน และให้อ่านแบบธรรมชาติ อ่านช้า ๆ เว้นช่วงที่เป็นคำ หรือวลี ที่เป็นประธาน, กริยา, กรรม หรือ กริยาวิเศษณ์ อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ่งมากครั้งยิ่งดี โดยไม่ต้องคำนึงถึงคำแปล ให้มันซึมซาบและเข้าใจความหมายเองโดยอัตโนมัติ แล้วสักวันหนึ่ง ก็จะไปถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อนักเรียนมีความรู้สึกต่อภาษาอังกฤษว่าเข้าใจ และรู้เรื่องมัน เหมือนกับมันเป็นภาษาของตนเอง

        ถ้านักเรียนอ่าน "ไอยราฤทธิเลิศล้ำ ลือดิน" สัก 15 ครั้ง แล้วบอกว่า "ไอยรา" คือ "ช้าง" นักเรียนจะจำได้ ทันที

        อีกอย่างหนึ่งลองถามนักเรียนว่า "แบหลา" แปลว่าอะไร ถ้านักเรียนไม่ทราบคำแปล เขียนกลอนนี้ให้อ่าน

       "ฉวยคว้าได้กริชของพี่ยา จะแบหลาชีวันให้บรรลัย" แล้วถามใหม่ คราวนี้นักเรียนจะบอกคำแปลได้ถูก

อย่าบังคับให้นักเรียนท่องประโยคไปพูด

        เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดว่า  การเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เรียนเท่าไรก็พูดไม่ได้ บางคนพูดว่า "เรียนไปทำไม เรียนแล้วพูดไม่ได้" ครู-อาจารย์ผู้สอนภาษาอังกฤษบางท่านได้ยินคำพูดชนิดนี้เข้าบ่อย ๆ เกิด "ฟิต"ขึ้นมา มีความตั้งใจที่จะสอนศิษย์ของตนให้พูดให้ได้ แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี จึงเริ่มต้นด้วยวิธีพยายามให้นักเรียน พูด จดประโยคคำพูดให้นักเรียนไปท่อง แล้วให้มาหัดพูดในห้องเรียน สถาบันภาษาบางสถาบันถึงกับพิมพ์หนังสือขึ้นมา หรืออัดเป็น "โรเนียว" รูปประโยคให้นักเรียนนำไปท่อง

        การทำอย่างนี้มันผิดธรรมชาติจริง ๆ ไม่มีชาติใด ภาษาใด ที่เขาเรียนพูดภาษาโดยการท่องประโยคไปพูดกันหรอก การที่ใครต่อใครพูดอยู่ทุกวันนี้ เพราะสามารถสร้างประโยคพูดเอาเองทั้งนั้น

        เมื่อครู-อาจารย์ให้นักเรียนท่องประโยคภาษาอังกฤษ ผู้ท่องจะได้ประสบการณ์ว่ากว่าจะจำได้สักประโยค มันยากแสนยาก และเมื่อท่องได้แล้ว ก็ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ใช้  เวลาจะพูดกับฝรั่งก็มัวแต่นึกถึงประโยคที่ท่องมา แล้วก็พูดไม่ออก เพราะประโยคนั้นไม่ตรงกับที่ต้องการจะพูด

        ผู้เขียนขอยืนวันว่า วิธีสอนให้นักเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ ไม่ใช่ด้วยการให้นักเรียนท่องประโยคไปพูด แต่ด้วยการสอนให้นักเรียนสามารถนำศัพท์ที่รู้มาแต่งประโยคพูดได้ตามที่ต้องการจะพูด  แต่ด้วยการสอนให้นักเรียนสามารถนำศัพท์ที่รู้มาแต่งประโยคพูดได้ตามที่ต้องการจะพูด หากทำดังนี้ได้  ความรู้ภาษาอังกฤษของนักเรียน ก็จะมาถึงระดับเดียวกับภาษาไทย คือรู้ภาษาอังกฤษเหมือนกับรู้ภาษาไทย ในภาษาไทยนั้น นักเรียนไม่ได้รู้ศัพท์หมดทุกคำ  หากรู้กี่คำ ก็สามารถนำมาแต่งประโยคพูดได้  เมื่อเป็นภาษาอังกฤษก็ทำนองเดียวกัน คือรู้กี่คำ ก็สามารถนำมาแต่งเป็นประโยคพูดได้ทุกคำเช่นกัน

อย่าสอนให้เทียบอักษรอังกฤษกับอักษรไทย

            นักเรียนที่เริ่มเรียนตั้งแต่ระดับ A-B มักจะถามบ่อย ๆ ว่า  ทำไมทางโรงเรียนไม่สอนให้มีการเทียบตัวอักษรอังกฤษกับตัวอักษรไทย เช่น A เท่ากับ เอ  หรือ แอ, B เท่ากับ บ, C เท่ากับ +

            มนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นชาติใด ภาษาใด ย่อมมีธรรมชาติเหมือนกัน คนทุกชาติรับประทานอาหารทางปาก ไม่มีคนของชาติไหนรับประทานอาหารทางหู  คนทุกชาติฟังเสียงกับหู ไม่มีคนชาติไหนฟังเสียงกับจมูก

            การที่มนุษย์ไม่ว่าชาติใดอ้าปาก แล้วส่งเสียงออกมานั้น ย่อมจะมีเสียงเหมือนกันเพียงแต่อาจจะเพี้ยนกันไปบ้าง ต่อมามนุษย์ชาติต่าง ๆ ได้คิดเครื่องหมายหรือที่เรียกว่าสัญลักษณ์ ขึ้นมาใช้แทนเสียงที่ตนเปล่งออกมา ความยุ่งยากเริ่มจากตรงนี่ เพราะต่างคนต่างคิดกัน  การเรียนตัวอักษรของภาษาใด คือ การเรียนสัญลักษณ์ที่คนในชาตินั้นคิดขึ้นมาแทนเสียงที่เขาใช้ปากทำออกมา เท่านั้นเอง

            เช่นทุกชาติจะต้องมีเสียง "ก" ซึ่งอาจจะออกเสียงเป็น กอ กะ เกอะ เก หรืออะไรก็แล้วแต่  ซึ่งแต่ละชาติคิดสัญลักษณ์แตกต่างกัน เช่นไทยเป็น ก  ส่วนสัญลักษณ์ของภาษาอื่น ๆ ก็แตกต่างกันไป  ถ้าเราไปเรียนภาษาของพวกเอสกิโมเราก็เพียงไปดูว่า เขาใช้อะไรเป็นสัญลักษณ์ของเสียง "ก" เท่านั้น

            ถ้าครูไปสอนนักเรียน ให้เทียบเสียงตัวอักษรของภาษาที่เรียนกับตัวอักษรไทยแล้ว  เท่ากับไปสอนสิ่งที่ไม่จำเป็น ไปสอนสิ่งที่นักเรียนทราบอยู่แล้วให้เกิดความงงงวย ไปสอนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ถึงแม้จะไปเป็นพิษเป็นภัย แต่ก็ทำให้เสียเวลา

อย่าสอนให้ผสมตัว

            อักษรไทยเป็นลูกหลานของอักษรสันสกฤต ซึ่งเป็นอักษรในกลุ่มที่มีสระและการสะกดออกเสียงอย่างตายตัว  ในภาษาสันสกฤตนั้นมีการผสมสระกับพยัญชนะเป็นคำได้ 709 คำ ถ้าใครอ่าน 709 คำนี้ได้ ก็จะสามารถอ่านภาษาสันสกฤตได้หมด  เมื่อเราเรียนภาษาอังกฤษ เราก็ต้องการให้ทำแบบภาษาไทย คือสอนให้อ่านและเขียนด้วยการเอาตัวอักษรมาผสมกัน

            โรงเรียนภาษาอังกฤษเจอปัญหานี้มาก คือเจอปัญหาที่นักเรียนตำหนิว่าเราไม่สอนให้เรียนผสมตัว....ขอบอกตรง ๆ ว่า การสอนแบบนี้ในตอนแรก ๆ อาจจะรู้สึกว่านักเรียนจะเรียนได้เร็ว แต่พอเรียนไป สอนไปนาน ๆเข้า จะตระหนักโดยตนเองว่าไม่เรียนไม่สอนเลยจะดีกว่า ขอให้ดู ตัวอย่างข้างล่างนี้

            o  เท่ากับ  โอ  หรือ  อ  go  อ่านว่า  "โก"  แต่  go  อ่านว่า  "ดู"

            put  อ่านว่า  "พุท", แต่  but  อ่านว่า  "บัท"

            men  อ่านว่า  "เม็น", women  อ่านว่า  "วิมิน"

            dough  อ่านว่า  "โด",  cough  อ่านว่า  "คอฟ",  plough  อ่านว่า  "พเลา"

            tough  อ่านว่า  "ทัฟ",  through  อ่านว่า  "ธรู"

            (ทั้ง 5 คำ สะกดด้วย "ough"  แต่ออกเสียงไม่เหมือนกันเลย)

            pot  อ่านว่า  "พอท", depot  อ่านว่า "ดิโพ"

            case  อ่านว่า  "เคส", vase  อ่านว่า  "ฝาส"

            few  อ่านว่า  "ฟยู",  sew  อ่านว่า  "โส"

            car  อ่านว่า  "คา"  war  อ่านว่า  "วอ"

            cork  อ่านว่า  "คอค",  Pork  อ่านว่า  "โพค"

            ตัวอย่างข้างบนนี้  ชี้ให้เห็นว่าการออกเสียงภาษาอังกฤษด้วยการอ่าน แบบสะกดตัวอย่างภาษาไทยนั้น  เป็นไปไม่ได้  และถ้าฝืนทำไป ผลอออกมาก็คือ เมื่อเราพูดแล้ว  คนอังกฤษหรืออเมริกันเขาจะฟังไม่รู้เรื่อง  แถมบางครั้งเขายังไม่ทราบด้วยว่าเป็นภาษาอะไร

เรียนภาษาอังกฤษนั้นง่ายจริง ๆ

ง่ายเหมือนไขกุญแจห้อง

             ครั้งแรกที่ผู้เขียนเดินทางไปประเทศรัสเซีย (ปี พ.ศ. 2523)  ได้เข้าพักที่โรงแรมที่ชาวรัสเซียเขาอ้างว่าใหญ่ที่สุด  ในทวีปยุโรป ผู้เขียนไขกุญแจห้องพักไม่ได้  พยายามอยู่เป็นเวลาก็ไม่สำเร็จ  จึงยอมแพ้ (นายพลตำรวจหนึ่งท่าน ท่านพันเอก ทหารอีกหนึ่งท่าน  ที่เดินทางไปด้วย ก็ยอมแพ้เช่นกัน)  แล้วเรียนพนักงานของโรงแรมมาไขให้  เขาเอาลูกกุญแจเสียบเข้าไปในรูกุญแจ  บิตไปทางขวาหนึ่งครั้ง ทางซ้ายหนึ่งครั้ง ประตูก็เปิดได้

            การไขกุญแจประตูโรงแรมในกรุงมอสโค  ไม่เหมือนกับการไขกุญแจ ในประเทศไทย  และประเทศอื่น ๆ  ที่ผู้เขียน ไปมาแล้วยี่สิบกว่าประเทศ  แต่มันก็ไม่ยาก เพียงแต่บิตไปทางขวา แล้วบิดมาทางซ้าย เท่านั้นเอง   แต่ผู้เขียน ไม่รู้ในตอนนั้น  จึงไขกุญแจในประเทศนั้นไม่ได้

            ผู้เขียนขอประกาศว่า การเรียนภาษาอังกฤษนั้น ง่ายจริง ๆ ง่ายเหมือนกับการไขกุญแจ  แต่เป็นเพราะเราไม่รู้วิธีเรียน  จึงทำให้ไม่ได้รับความสำเร็จเหมือนกับการทำของง่าย ๆ  เช่น ไขกุญแจ แต่เป็นเพราะไม่รู้วิธีจึงทำไม่ได้

เรียนให้รู้เรื่องภายในเวลาเพียง 10 นาที

            การเรียนภาษาอังกฤษ คือการเรียนของ 2 สิ่งเท่านั้น คือเรียนหน้าที่ของ  verb to be  กับหน้าที่ของ  verb to have  ทั้ง  verb to be และ verb to have  ทำหน้าที่เพียงสิ่งละ 3 อย่าง

            หน้าที่ของ  verb to be :-

            1. ถ้าตามด้วยคำนามหรือคำคุณศัพท์  (เรียกว่า Complement หรือ ตัวเติมเต็ม) แปลว่า "เป็น, อยู่, คือ, เช่น

                This is a book. - นี่คือหนังสือ

            2. ถ้าตามด้วยกริยาที่ลงท้ายด้วย "ing" (เรียกว่า present participle) แปลว่า "กำลัง" เช่น

                I am booking a ticket - ฉันกำลังจองตั๋ว

            3. ถ้าตามด้วยกริยาช่องที่ 3 หรือเติม "ed" (เรียนกว่า past participle) แปลว่า "ถูก" เช่น

                The book is booked. - หนังสือถูกจอง

                The book is being booked. - หนังสือกำลังถูกจอง

               (คำว่า "is" ในประโยคที่ 2 นี้ตามด้วย verb to be  ที่เติม "ing" (being) จึงแปลว่า "กำลัง" ส่วนคำ "being" ตามด้วยคำที่เติม "ed" จึงแปลว่า "ถูก")

            หน้าที่ของ verb to have

                1. ถ้าตามด้วยคำนามจะแปลว่า "มี" (เรียกว่า state verb) เช่น

                    I have a book. -  ฉันมีหนังสือ

                2. ถ้าตามด้วยกริยาช่องที่ 3 หรือ เติม "ed" จะแปลว่า "ได้" เช่น

                    I have booked a ticket. - ฉันได้จองตัวแล้ว

                3. ถ้าตามด้วยคำนามและลงท้ายที่กริยาช่องที่ 3 หรือเติม ed  แปลว่า "ให้" (คือประธานบอก "ให้" คนอื่นทำ)

                    I have the book booked. - ฉันให้หนังสือถูกจอง (คือให้คนอื่นจองหนังสือให้)

                เรียนเท่านี้  ก็ถือว่าจบหลักสูตรของภาษาอังกฤษแล้ว เพราะประโยคทั้งหมดของภาษาอังกฤษอยู่ในแวดวงของการพัฒนาไปจากสิ่งนี้ทั้งนั้น

เรียนให้พูดได้คล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

            เรายังสามารถพูดให้แคบลงไปกว่านี้ได้อีก คือภาษาอังกฤษนั้น มีศัพท์อยู่ 2 ตัว  (คือ verb to be กับ verb to have) ศัพท์ 2 ตัวนี้ สร้างประโยคได้ 4 ประโยค และประโยคทั้งหมดของภาษาอังกฤษ จะขยายไปจาก 4 ประโยคนี้

            สำหรับรูปประโยคนั้น  เพียงแต่ขอให้จำให้ได้ว่า (1) verb to be  ตัวใดตามด้วย "กริยา" ที่ลงท้ายด้วย "ing" แล้วไซร้ verb to be  ตัวนั้น จะต้องแปลว่า "กำลัง" และ (2) verb to have  ตัวใด ตามด้วยกริยาช่องที่ 3 หรือเติม "ed" แล้วไซร้ verb to have ตัวนั้น จะต้องแปลว่า "ได้"

            ศัพท์ทั้ง 2 ตัวนี้  สามารถสร้างประโยคเป็น "ประโยคแม่" ของภาษาอังกฤษ ได้ดังนี้ : -

ประโยคที่ 1 จะต้องมีประธานตามด้วย กริยา  (s+v) เช่น

                I do . - (ฉันทำ)

ประโยคที่ 2 จะต้องมีประธานตามด้วย verb to be และลงท้ายกริยาที่เติม "ing" (s+be+ing) เช่น

                I am  doing. -  (ฉันกำลังทำ)

ประโยคที่ 3 จะต้องมีประธาน ตามด้วย verb to have และลงท้ายด้วย กริยาช่องที่ 3 (หรือเติม ed) (s+have+3) เช่น

                I have done. (ฉันได้ทำแล้ว)

ประโยคที่ 4 : จะต้องมีประธานตามด้วย have been และลงท้ายด้วย กริยาที่เติม "ing" (s+have+been+ing) เช่น

                I have been doing. (ฉันได้กำลังทำ)

            จาก 4 ประโยคนี้ ผันไปเป็นประโยคอื่นได้อีก 33 ประโยครวมเป็น 37 ประโยค หากเราเข้าใจ "ประโยคแม่"  ทั้ง 4 ประโยคแล้ว  เมื่อเราไปเรียนประโยคอื่นที่แปลงไปจากนี้  เราจะเข้าใจทันที

            วิธีการเรียนภาษาอังกฤษ  ที่ทำให้ผู้เรียนพูด-อ่าน-เขียนภาษาอังกฤษได้ แน่ ๆ และผู้เรียนจะมีความรู้สึกว่าภาษาอังกฤษ นี้ง่ายจริง ๆ คือการที่เอาโครงสร้างทั้งหมดของภาษาอังกฤษไปเขียนเป็นประโยคโดยใช้ศัพท์ต่าง ๆ ให้นักเรียนอ่านโครงสร้างละหลายประโยค  จากนั้นก็ถามให้นักเรียนตอบ นักเรียนก็จะตอบได้คล่อง ได้พิสูจน์มาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วว่า วิธีนี้ทำให้ผู้เรียน พูด-อ่าน-เขียน-ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว

            การอธิบายโครงสร้างที่เป็นหัวใจของภาษาอังกฤษข้างต้นนี้  อาจจะเข้าใจยาก เพราะไม่สามารถเขียนให้ละเอียดได้ เนื่องจากมีเนื้อที่จำกัด

            แต่ขอยืนยันว่า  เราสามารถเรียนภาษาอังกฤษให้รู้เรื่องได้  ภายในเวลาเพียง 10 นาที และสามารถฝึกให้พูดได้คล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

            ท่านลองอ่านประโยคตัวอย่างที่ถือว่าเป็น  "ประโยคแม่" ข้างบนนี้สัก 20 ครั้ง   หลังจากนั้น  ให้ใช้คำกริยาต่าง ๆ  แทนคำ "do"  จะเห็นว่าท่านจะสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่ว  เมื่อคล่องดีแล้วก็ให้เพิ่ม "กรรม" ของประโยคลงไป เช่น

            I do. เป็น I do my work, I read., เป็น I read a book.,

            I drink. เป็น I drink water.

          ท่านจะเห็นว่าท่านสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และสามารถสร้างประโยคพูดได้ทั้งหมด(ไม่ใช่พูดได้เพราะท่องประโยคมาพูด)

            ถ้าจะถามว่าเรียนภาษาอังกฤษเพียง 2 ชั่วโมง พอหรือเปล่า ขอตอบว่า ถ้าท่านรู้ศัพท์หลายพันคำแล้ว  แต่ยังไม่เข้าใจโครงสร้างของภาษา และยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ท่านก็จะสามารถเรียนให้เข้าใจ และพูดได้คล่องภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

            แต่ถ้าท่านยังรู้ศัพท์น้อยอยู่  ท่านก็จะต้องเรียนไป จนกว่าท่านจะรู้ศัพท์มากจนเป็นที่พอใจ

            เด็กไทยที่มีอายุ 8 ขวบ จะพูดภาษาไทยได้คล่อง  แต่เรียนเพื่อให้อ่านได้ดีกว่าเดิม เขียนได้ดีกว่าเดิม และรู้ศัพท์มากขึ้นกว่าเดิม

            ไม่ใช่เรียนไปนานแสนนานแล้ว แต่ยังพูดไม่ได้ และนึกว่าสักวันหนึ่งเราจะพูดได้

ท่านเป็นผู้หนึ่งใช่หรือไม่ ?

            ที่... จบปริญญาโท หรือปริญญาเอกจากต่างประเทศ แต่เมื่อเขียนสิ่งใดเป็นภาษาอังกฤษฝรั่งอ่านไม่รู้เรื่อง

            มีผู้สมัครเรียนภาษาอังกฤษกับเรา 11 คน จบปริญญาเอกจากต่างประเทศ (10 คน จบจาก ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น  มีคนเดียวที่จบวิชาการแพทย์จากประเทศสหรัฐอเมริกา) นอกจากนี้มีอยู่ 4 คน จบปริญญาโทจากประเทศ สหรัฐ-อเมริกา

            มีคำถามว่า  ในเมื่อเขาหรือหล่อนเหล่านี้  เรียนจบปริญญาโท ปริญญาเอกแล้ว ทำไมยังต้องเรียนภาษาอังกฤษอีก ?  หรือถ้าเขาหรือหล่อนเหล่านี้  ไม่เก่งภาษาอังกฤษแล้วเรียนจบปริญญาโทหรือปริญญาเอกได้อย่างไร ?

            ก่อนที่จะตอบคำถามนี้  ขอยกตัวอย่างบุคคล 3 ตัวอย่าง ดังนี้

            ตัวอย่างที่ 1  เป็นผู้หญิง หล่อนมาซื้อเทปเรียนภาษาอังกฤษให้น้องชาย ครั้งแรกคะเนว่าหล่อนจะซื้อไปเรียนเอง จึงทดสอบหล่อนดูเพื่อที่จะได้ทราบว่าหล่อนควรเริ่มเรียนในระดับใด ปรากฏว่าหล่อนฟังรู้เรื่องหมด แต่ไม่สามารถตอบคำถามเป็นประโยคได้ ตอบได้เฉพาะประโยคย่อ ๆ หรือไม่ครบประโยค จึงแนะนำให้หล่อนสมัครเรียน และหล่อนก็สมัครเรียนทันที  ในใบสมัครหล่อนเขียนคุณวุฒิการศึกษาว่า จบ M.B.A.  จากมหาวิทยาลัย....ประเทศสหรัฐอเมริกา  เมื่อถามหล่อน  หล่อนตอบว่า หล่อนอยู่ที่อเมริกา 2 ปีครึ่งก็เรียนจบปริญญาโท

            ตัวอย่างที่ 2  เป็นผู้หญิง ทำงานที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ อยู่แผนกต่างประเทศ ตอนแรก หล่อนเอาข้อความที่หล่อนร่างขึ้น  ที่จะส่งโทรสารไปต่างประเทศมาให้ช่วยแก้ ปรากฏว่าผิดมาก จนแก้ไม่ไหว จึงเขียนให้ หล่อนใหม่ พร้อมกับอธิบายวิธีเขียนให้หล่อน เมื่อทำอย่างนี้บ่อย ๆ เข้า  หล่อนก็เขียนได้ดีขึ้น  ภายหลังหล่อนสมัครเรียนในใบสมัครหล่อนเขียนวุฒิการศึกษาว่าจบ M.B.A. จากมหาวิทยาลัยประเทศสหรัฐอเมริกา

            หล่อนบอกว่าเรียนหนังสืออยู่ในอเมริกา 3 ปี ปีแรกเรียนเฉพาะภาษาอังกฤษ จากนั้นได้เข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโท และจบภายในเวลา 2 ปี

            ตัวอย่างที่ 3 เป็นผู้หญิงอีก ทำงานบริษัทของคนอเมริกันได้เงินเดือน ๆ ละ 140,000 บาท ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่าย เป็นคนพูดคล่องมาก เวลาพูดจะใช้คำภาษาไทยผสมกับคำภาอังกฤษตลอดเวลา จบปริญญาโทจากอเมริกาอยู่อเมริกา 8 ปี เรียนหนังสืออยู่ 6 ปี ทำงานอยู่ 2 ปี ไปต่อต่อขอเรียนเขียนภาษาอังกฤษ เห็นความเป็นคนช่างพูดของหล่อน นึกว่าถ้าสอนหล่อนแล้วผู้สอน คงจะต้องนั่งฟังหล่อนพูดมากกว่าที่จะได้สอนหล่อน จึงแกล้งให้หล่อนแต่งประโยค 3 ประโยค  แล้วจะบอกหล่อนว่า หล่อนเก่งมากแล้ว ไม่ต้องเรียนหรอก ถ้าอยากจะให้เก่งกว่านี้  ฝึกฝนเอาเองก็พอแล้ว  แต่พอหล่อนเขียนประโยค 3 ประโยค ก็มีความแปลกใจอย่างสุด ๆ ไม่นึกเลยว่าหล่อนจะเขียนแย่เอามาก ๆ ไม่มีเค้าของการเป็นคนเก่งภาษาอังกฤษเหมือนอย่างที่หล่อนพูดเลย  เมื่อแก้ประโยคที่หล่อนเขียนผิดทั้ง 3 ประโยค และอธิบายตามหลักของภาษาว่า ผิดอย่างไร ที่ถูกจะต้องเป็นอย่างไร หล่อนพอใจมาก แล้วพูดว่า "หนูหาอาจารย์อย่างนี้มานานแล้ว  อาจารย์ช่วยสอนหนูเถอะ..." ยังไม่หายกลัวว่าถ้าสอนหล่อนแล้ว  ก็จะต้องนั่งฟังหล่อนพูดมากกว่าที่จะได้สอนหล่อน จึงไม่ยอมสอน แต่ว่าถ้าหล่อนต้องการจะเรียนจริงก็ขอให้เขียนมาแล้วจะแก้ให้ ตอนแก้ให้นี้ จะอธิบายถึงความผิดพลาดของประโยคที่เขียนผิด และจะต้องเขียนให้ถูกตามหลักภาษาอย่างไร หล่อนยอมรับข้อเสนอแล้วสมัครเรียน ในใบสมัครเขียนคุณวุฒิการศึกษาว่าจบ M.S. จากมหาวิทยาลัย...ประเทศสหรัฐอเมริกา

            ทีนี้เราสองมาวิเคราะห์กันว่าทำไมคนที่จบปริญญาโทหรือแม้กระทั่งปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา บางคนยังเขียนภาษาอังกฤษไม่ถูกหรือไม่ดีพอ และที่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยก็ยังมี

            เมื่อเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยแล้วไปเรียนต่อปริญญาโทในประเทศสหรัฐอเมริกา  นักศึกษาเหล่าจะมีความรู้ภาษาอังกฤษมาตรฐานหนึ่งค่อนข้างดี ก็รีบเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาโท ไม่ค่อย มีเวลาไปสุงสิงกับใครที่ใช้ภาษาอังกฤษ และก็จบปริญญาโทภายใน 2-3 ปี บุคคลประเภทนี้ จะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง  ยิ่งไปพักอยู่ในบ้านที่พูดเฉพาะภาษาไทยหรือภาษาจีนกันแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ อาจจะมีคำถามว่า ถ้าพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง ทำไมจึงสอบปริญญาโทได้ ความจริงคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่อ่าน ภาษาอังกฤษรู้เรื่อง ถ้าขยันอ่าน ก็จะจำบทเรียนได้และทำข้อสอบได้ ยิ่งภายหลังนี้ แม้ในระดับปริญญาโท ข้อสอบส่วนมากเป็นข้อสอบปรนัย หรือเป็น "multiple choice" นักศึกษาที่พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง แต่อ่านรู้เรื่อง ก็สามารถทำข้อสอบได้

            คนที่อยู่อเมริกานาน มีการศึกษาระดับสุดยอด แต่ก็ยังมีปัญหา เรื่องเขียนภาษาอังกฤษ มีคนไทยคนหนึ่งเป็นคนเรียนหนังสือเก่งมาก เรียนจบวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต จากประเทศไทย หลังจากทำงานอยู่ 5 ปี ก็ไปศึกษาต่อปริญญาเอกในประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็สมัครเป็นอาจารย์สอนวิศวฯ ที่มหาวิทยาลัยที่ตนเรียนจบ อยู่อเมริกา 22 ปี ลูกชายตาม ไปด้วยตั้งแต่อายุ 2 ขวบ เรียนจบปริญญาตรี ภายหลังท่านได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ วันหนึ่งกลับมาทำธุระในประเทศไทยเกิดไม่สบาย และเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อออกจาก โรงพยาบาลแล้ว ก็ต้องเขียนรายงานการป่วย และการรักษาเพื่อไปเบิกค่ารักษา ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วยกันเขียนกับแพทย์ ที่โรงพยาบาล แล้วเอามาให้ช่วยแก้ ขณะที่แก้ให้นั้น ท่านมีความสงสัย หลายอย่างก็ถามขึ้น และได้อธิบายให้เข้าใจ ท่านจึงมีความพอใจมาก พร้อมกับบอกว่า "เวลาผมไปสอนหนังสือนั้น ผมจะเอาที่ผมเขียนขึ้นเพื่อไป lecture นั้น ให้ลูกชายผมช่วยตรวจ แกก็แก้ให้ เมื่อผมเกิดสงสัยว่า ทำไมต้องเขียนอย่างนั้น อย่างนี้ แกตอบผมว่า "I don't know but it must be like this" (ผมไม่ทราบ แต่มันต้องเป็นอย่างนี้) ถ้าได้เข้าใจอย่างนี้ ก็จะเขียนภาษาอังกฤษได้ เก่งแน่ ๆ"

            เมื่อภาษาแรกของเราเป็นภาษาไทย  เราก็ติดโครงสร้างภาษาไทย เมื่อเราเรียนภาษาอังกฤษ โดยที่เรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษแล้วแต่งประโยคก็ จะแต่งภาษาอังกฤษเป็นสำนวนไทย และเป็นการยากมากที่จะทิ้งสำนวนไทยได้ เมื่อนิติศาสตร์ ก็ไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ทำให้ความรู้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยพัฒนาเท่าที่ควร  เพียงแต่ได้เรียนรู้ศัพท์มากขึ้นเท่านั้น เวลาเขียนอะไรผิด อาจารย์ผู้สอนก็จะแก้ให้ แต่ไม่ทราบว่าผิดอย่างไร เวลาเขียนใหม่ ผิดซ้ำเหมือนเดิมอีก

ถ้าจะเรียนภาษากับแผ่นซีดี ทำไมต้องเป็น "The New Road"

ซีดีเรียนภาษาอังกฤษมีมากมาย

            เป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้ว ที่ซีดีเรียนภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาท  ต่อการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย ปัจจุบันนี้มีซีดีเรียนภาษาอังกฤษจำหน่ายให้กับผู้ต้องการเรียน ภาษาอังกฤษอยู่นับเป็นร้อย ๆ ชุดในราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยกว่าบาทถึงเกือบสองหมื่นบาท ซีดีเรียนภาษาอังกฤษแพร่หลาย เข้าไปถึงแทบทุกบ้านที่สนใจเรียนภาษาอังกฤษ

เรียนแล้วไม่ได้ผล

            ทั้ง ๆ ที่มีคนเรียนภาษาอังกฤษกับซีดีกันมาก  แต่ท่านเคยได้ยินใครบ้างไหม ที่พูดว่าตนเองเก่งภาษาอังกฤษเพราะเรียนภาษาอังกฤษกับซีดี  มีแต่คนพูดว่า "ตั้งแต่ซื้อมา ฟัง 2-3 ครั้ง   แล้วก็เบื่อที่จะฟัง"  บ้างก็ว่า  "ฟังอยู่เป็นปีแล้ว  แต่ก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้

เป็นเพราะเหตุไร ?

            ผู้เขียนขอสรุปว่า เป็นเพราะบทเรียนผู้นำไปอัดซีดีนั้น  มันผิดธรรมชาติของการเรียน  การกระทำอันใดถ้าผิดธรรมชาติแล้วย่อมไม่ได้ผล   เท่าที่เห็นซีดีเหล่านี้พยายามสอนให้ผู้เรียนท่องจำประโยคไปพูด  การที่สอนให้ผู้เรียน พยายามท่องภาษาอังกฤษเป็นประโยคแล้วจำไปพูดนั้น  จะไม่สามารถทำให้ผู้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้แน่ ๆ  ไม่มีชนชาติใด ภาษาใด ที่คนเรียนพูดภาษาได้  เพราะท่องประโยคไปพูด  แต่ทุกชาติทุกภาษาคนจะพูดภาษาได้   เพราะสามารถเอาศัพท์ที่รู้อยู่ทั้งหมดไปแต่งประโยคพูดเอาเองได้   ฉะนั้นการที่จะสอนให้ใครพูดภาษาได้  ก็ต้องสอน  ต้องฝึกให้คนแต่งเป็นประโยคพูดเอาเองให้ได้

            ซีดีที่มีจำหน่ายอยู่ในประเทศไทยที่คนชอบมาก คือประเภทที่เรียกว่า "อังกฤษแปลไทย" คือบันทึกบทเรียนภาษาอังกฤษลงในซีดีแล้วมีตำราคู่มือเป็นภาษาอังกฤษแปลไทย  บางชนิดบันทึกลงไปทั้งสองภาษา คือที่เป็นบทเรียนภาษาอังกฤษพร้อมทั้งมีคำแปลเป็นภาษาไทย

 การท่องประโยคไปพูดจะไม่ทำให้พูดได้

          สมมุติว่ามีซีดีอยู่ชุดหนึ่ง มีประโยคเป็นภาษาอังกฤษอยู่ 600 ประโยค ผู้เรียนจะต้องใช้เวลานานเท่าไร หรือเป็นเวลาซักกี่ปี จึงจะจำประโยคทั้ง 600 ประโยคได้หมด ซึ่งเท่าที่เห็นกันอยู่ ผู้เรียนจะทิ้งเสียก่อนหลังจาก ที่จำประโยคได้เพียงไม่กี่ประโยค เพราะจำได้ยากและเป็นที่น่าเบื่อหน่าย แต่ถ้าสมมุติว่าจำได้หมด มันก็ยังน้อยเกินไป เพราะมีเพียง 600 ประโยคเท่านั้น ชีวิตจริงแล้วคนเราต้องพูดเป็นแสนเป็นล้านประโยค ซึ่งเราจะทำได้เพราะสามารถแต่งประโยคพูดเอาเองเท่านั้น ไม่ใช่เพราะจำประโยคไปพูด

การฟังอย่างเดียวจะไม่ทำให้พูดได้

          ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่ง  เมื่อซีดีเหล่านั้น เน้นไปในทางให้ผู้เรียนฟัง  การฟังอย่างเดียวจะไม่ช่วยให้ผู้เรียนพูดภาษาใดได้  ใครจะพูดภาษาอะไรได้   แม้แต่ภาษาของตนเอง  มีวิธีเดียวคือต้องฝึกพูดฝึกใช้ภาษาเท่านั้น  การอ่านตำราภาษาอังกฤษ จะไม่สามารถทำให้พูดภาษาอังกฤษได้ เหมือนกับอ่านตำราวายน้ำ   จะไม่ช่วยให้ผู้อ่านว่ายน้ำได้  การฟังอย่างเดียวก็จะไม่สามารถทำให้พูดได้เช่นกันเหมือนกับการดูคนอื่นว่ายน้ำ  จะไม่สามารถทำให้ผู้ดูว่ายน้ำได้  แต่ถ้าเราฝึกภาษาอังกฤษอย่างมีหลักการแล้ว  จะทำให้เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เหมือนกับเราลงไปในน้ำแล้วหัดว่ายน้ำ และในที่สุด เราก็ว่ายน้ำได้

ทำไมซีดีชุด "The New Road" จึงเหมาะสม ?   

          จากการที่หนังสือชุดนี้ ได้เขียนเป็นรูปคำถาม คำตอบ จึงเป็นการเหมาะที่สุดที่นำมาบันทึกซีดี อ่านโดยเจ้าของภาษา ในแต่ละประโยคจะมีการตอบ 2 ครั้ง การครั้งแรกเป็นรูปตอบรับ และครั้งที่สองเป็นรูปปฏิเสธ

  เรียนกับซีดีชุด "The New Road" อย่างไร ?

           การเรียนนั้นทำอย่างง่าย ๆ คือ เมื่อผู้เรียนฟังคำถามจากซีดีแล้ว  ก็ให้หัดตอบ เช่นมีคำถามว่า "Do you drink water every day?"และมีคำตอบว่า "Yes, I drink water every day." สำหรับผู้เรียนนั้นเมื่อได้ยินคำถามว่า "Do you drink water every day ?" ก็ให้ตอบทันทีว่า "Yes, I drink water every day." โดยไม่ต้องสนใจกับคำตอบที่มีอยู่ในซีดี  แต่ถ้ายังไม่สามารถตอบได้ ก็ขอให้ฟังคำถาม - คำตอบไปก่อน  แล้วพยายามหัดตอบให้ได้  การหัดตอบคำถามเช่นนี้  จะทำให้ผู้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้แน่ ๆ

ระเบียบการโรงเรียนภาษาอังกฤษดวงแก้ว

สอนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

           โรงเรียนภาษาอังกฤษดวงแก้ว ไม่ต้องการให้การเรียนเป็นลักษณะของนักเรียนนั่งฟังครูพูด หรือนั่งฟังครูอ่านหนังสือ จึงจัดแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ตามระดับความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกพูดกับอาจารย์ผู้สอนอย่างจริงจัง กลุ่มละ 1-2-3-4 คน

เวลาเรียนเปิดกว้าง (วันละ 9 ชั่วโมง)

         โรงเรียนภาษาอังกฤษดวงแก้ว  ทำงานตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ของวันจันทร์-ศุกร์ และเวลา 09.00-17.00 น ของวันเสาร์-อาทิตย์  ในช่วงนี้เราเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเรียนมาฝึกพูดหรือมาเรียนได้ตลอดเวลา  โดยที่จะมาเวลาใดก็ได้ โดยกำหนดเรียนเฉลี่ยวันละ 2 ชั่วโมง หรือขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

 

เริ่มสอนกันอย่างไร ?

        จะมีการทดสอบพื้นความรู้เดิมของผู้สมัครเรียนทุกคน พร้อมกับสร้างทักษะให้สามารถตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นการรับประกันว่าผู้เรียนทุกคนจะพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก่อนที่จะจัดให้เรียนนั้น ก็ได้ฝึกให้ตอบคำถามอย่างคล่องแคล่วแล้ว และจัดให้เรียนตัวต่อตัวก่อน เมื่อทราบระดับความจริงว่าอยู่ตรงไหน ก็จะจัดให้เรียนรวมกับคนอื่น ๆ ที่มีระดับความรู้เหมือนกัน กลุ่มละ 1-4 คน และจัดให้ทุกครั้งที่มาเรียน โดยจะไม่ให้เกาะกลุ่มกันเนื่องจากเวลามาเรียนของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน